วิธีพ่วงแบตเตอรี่ รถยนต์ พร้อมสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่หมด เสื่อมสภาพ เก็บไฟไม่อยู่

วิธีพ่วงแบตเตอรี่

เชื่อว่ายังมีคุณผู้หญิงหลายคนที่ยังไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์เมื่อรถสตาร์ทไม่ติด รู้เพียงแต่ วิธีพ่วงแบตเตอรี่ แต่ยังไม่สามารถพ่วงแบตเตอรี่ได้เอง และ วิธีการพ่วงแบตเตอรี่ที่ถูกต้องทำอย่างไร

วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ให้กับคุณผู้หญิงเกี่ยวกับ วิธีพ่วงแบตเตอรี่ ที่ถูกต้องทำอย่างไร ซึ่งทำได้เองไม่ยาก และไม่ก่อเกิดอันตรายต่อรถและตัวคุณด้วย ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับคำว่า แบตเตอรี่กันก่อนว่าคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ทำงานอย่างไร

แบตเตอรี่รถยนต์ ทำหน้าที่ป้อนกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องยนต์เพื่อให้ทำงานได้ เช่น มอเตอร์สตาร์ท ระบบจุดระเบิด ในขณะที่สตาร์ทรถยนต์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ป้อนพลังงานให้กับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายอย่างด้วย เช่น ระบบไฟส่องสว่าง วิทยุ เป็นต้น

แบตเตอรี่รถยนต์ เป็นแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง เมื่อใดก็ตามที่ไดร์ชาร์จซึ่งเป็นอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทัน เช่น การขับขี่ตอนกลางคืนต้องใช้ระบบไฟมากกว่าปกติ ก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้

ขณะเดียวกันถ้าไดร์ชาร์จทำงานได้ดีขึ้น ก็จะมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งาน ก็จะถูกส่งกลับไปยังแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง (แบตเตอรี่) จนกว่าจะเต็ม แบตเตอรี่จะถูกจ่ายไฟออกอย่างเดียวก็เฉพาะตอนสตาร์ทเครื่องยนต์เท่านั้น เพื่อส่งกระแสไฟเข้าสู่มอเตอร์สตาร์ท และระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติด ไดร์ชาร์จก็จะทำหน้าที่ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง

แบตเตอรี่หมดเกิดจากสาเหตุอะไร

  1. เก็บไฟไม่อยู่ หรือ หมดอายุการใช้งาน
  2. ไดร์ชาร์จทำงานผิดปกติ หรือ บกพร่อง ซึ่งทำให้ประจุไฟเข้าไปยังแบตเตอรี่รถยนต์ได้น้อยมากไม่เพียงพอต่อการใช้งาน หรือ ไม่สามารถประจุไฟเข้าไปได้เลย

อ่านเพิ่มเติม : 10 เหตุผลทำไม แบตเตอรี่เสื่อม หรือหมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด

แบตเตอรี่รถยนต์มีกี่ประเภท

  1. แบตเตอรี่แบบเปียก – นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ แบบที่ต้องเติม และดูแลน้ำกลั่นบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กับ แบบไม่ต้องดูแลบ่อย ซึ่งจะกินน้ำกลั่นน้อยมาก โดยทั้งสองแบบนี้จะมีฝาปิด เปิด สำหรับเติมน้ำกลั่น จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2 ปี แต่ไม่ควรเกิน 3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน และ การดูแลรักษา ถ้ามีการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
  2. แบตเตอรี่แบบแห้ง – ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น มีความทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า และมีราคาแพง แบตเตอรี่แบบแห้งจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี แบตเตอรี่แบบนี้ไม่มีฝาปิด เปิด สำหรับเติมน้ำกลั่น หรือไม่ก็ถูกซีลทับฝาไปเลย แต่จะมีตาแมวไว้สำหรับคอบตรวจเช็คระดับน้ำกรด และระดับไฟชาร์จ

วิธีพ่วงแบตเตอรี่ ที่ถูกต้องทำอย่างไร

  1. ปิดสวิตซ์และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในรถ เพราะอาจเกิดประกายไฟ ส่งผลให้เกิดการระเบิดได้
  2. นำรถอีกคันที่มีแบตเตอรี่เต็ม คนที่มาช่วยเหลือพ่วงแบตเตอรี่ มาจอดใกล้ ๆ เพื่อต่อสาย พ่วงแบตเตอรี่ หลังจากนั้นดับเครื่องยนต์และปิดสวิตซ์และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในรถ
  3. นำสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วบวก (สีแดง) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถอีกคันที่มาช่วยเหลือ (ควรจะต่อสายพ่วงกับคันที่แบตเตอรี่หมดก่อนแล้วค่อยมาต่อกับรถที่มาช่วยพ่วงแบตเตอรี่)
  4. นำสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วลบ (สีดำ) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วลบของรถอีกคันที่มาช่วย อีกฟากให้หนีบที่โลหะในเครื่องยนต์ เป็นการสร้างระบบกราวนด์ของ แบตเตอรี่รถยนต์ (สำหรับข้อนี้ไม่ควรต่อสายพ่วงเข้ากับแบตเตอรี่ขั้วลบของอีกคันที่แบตเตอรี่หมด เพื่อป้องกันแบตเตอรี่รถยนต์ ระเบิด)
  5. หลังจากที่ พ่วงแบตเตอรี่ แยกขั้วลบและขั้วบวกแล้ว ต้องเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่มีแบตเตอรี่เต็ม (คนที่มาช่วยเหลือพ่วงแบตเตอรี่) ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า
  6. จากนั้นค่อยมาสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด พร้อมเร่งเครื่องในอัตรา 1,500-2,000 รอบต่อนาที เพื่อตรวจสอบว่ามีประจุไฟฟ้าเข้าหลังจากการชาร์จไฟแบตเตอรี่หรือไม่
  7. ถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ (ต้องถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วลบจากคันที่แบตเตอรี่หมดก่อนแล้วค่อยถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วลบกับคันที่มาช่วยเหลือ เสร็จแล้วก็ถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วบวกของรถที่มาช่วยเหลือแล้วค่อยถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วบวกของรถคันที่แบตเตอรี่หมดตามลำดับ )
  8. หลังจากนั้น นำรถยนต์ เข้าศูนย์บริการได้เลย เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทันที

เมื่อคุณผู้หญิงทราบกันดีแล้วถึง วิธีพ่วงแบตเตอรี่ ที่ถูกต้องซึ่งทำได้ไม่ยากเลย สามารถทำได้เองในเวลาฉุกเฉิน และที่สำคัญควรมีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถยนต์ไว้เสมอ เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อไม่กับเราเองก็ผู้ขับขี่บนท้องถนนคนอื่น เพื่อความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างทันเวลา

แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ หมั่นเช็คน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ของรถตัวเองอยู่เสมอ อย่าให้น้ำขาดโดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน อากาศด้านนอกร้อนมาก น้ำสามารถระเหยออกจนหมดแบตเตอรี่ได้ ฉะนั้นต้องหมั่นเช็คอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อความปลอดภัยที่ดีที่สุด

อ่านเพิ่มเติม : ขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ คราบขี้เกลือขึ้น ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด หรือ รถสตาร์ทติดยาก

387 total views, 6 views today

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *