ความเสียหายของรถยนต์ มีผลต่อทุนประกันอย่างไร

ความเสียหายของรถยนต์

เป็นความจริงที่รถยนต์ของเราย่อมเสื่อมสภาพลงได้ในทุก ๆ ปี จากการใช้รถยนต์ของเราในแต่ละวัน แน่นอน ความเสียหายของรถยนต์ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่าจะมาจากอุบัติเหตุ หรือ จากความประมาทเลินเล่อในการขับรถของเราเอง หรือจากการไม่ดูแลรถยนต์ของเราเลย

ความเสียหายของรถยนต์ คือ โดยสถานะความเสียหายนั้นมีอยู่ 2 แบบคือ เสียหายอย่างสิ้นเชิง และ ได้รับความเสียหายแต่ไม่ถึงขั้นเสียหายสิ้นเชิง

ความหมายของคำว่า เสียหายอย่างสิ้นเชิง คือรถยนต์ที่ไม่สามารถซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หรือความเสียหายนั้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 จากการประเมิน ของมูลค่ารถยนต์ในขณะเกิดความเสียหาย และความเสียหายแต่ไม่ถึงขั้นเสียหายสิ้นเชิง คือ รถยนต์นั้นยังอยู่ในสภาพที่สามารถซ่อมแซมได้ บริษัทและผู้เอาประกันตกลงถึงวิธีการชดใช้ซึ่งกันและกันได้

  • ทุนประกันรถยนต์ คือ มูลค่าความคุ้มครอง ค่าสินไหมที่บริษัทประกันภัยรถยนต์จะจ่ายสูงสุดให้แก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีเกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของเรา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของประเภทประกันภัยรถยนต์
  • ทำทุนประกันรถยนต์เท่าไหร่ดี จึงจะเหมาะสมกับรถยนต์ของเรา คือ การเลือกทุนประกันรถยนต์ควรเลือกจากอายุการใช้งาน ลักษณะการใช้งาน และความชำนาญของคนขับเป็นสำคัญ
  • การประเมินทุนประกันอย่างไร คือ การคำนวณทุนประกันเริ่มต้นที่ 80% จากราคากลางตลาดวิเคราะห์ทุนประกันจากยี่ห้อรถ ปีรุ่นที่ผลิต รุ่นรถยนต์เป็นหลัก

ตัวอย่างการคำนวณ คือ

  • ปีที่ 1 รถยนต์ป้ายแดง 950,000 บาท จะมีทุนประกันเท่าไหร่ ในกรณีนี้เราจะคำนวณทุนประกันที่ 80% คือ 950,000 x 80% = 760,000 บาท
  • ปีที่ 2 จะประเมินทุนประกันเท่ากับ “ทุนประกันปีที่ 1 x 80% ” ก็จะเท่ากับ 760,000 x 80% = 608,000

ซึ่งส่วนใหญ่ ทุนประกัน 80% นี้จะเป็นทุนประกันสำหรับรถใหม่ป้ายแดง ส่วนรถเก่าหรือรถมือสองจะต้องตีมูลค่าตามราคากลาง ซึ่งมูลค่ารถยนต์จะลดลงตามอายุการใช้งาน

ความเสียหายของรถยนต์มีผลต่อทุนประกันอย่างไร

ทุนประกันรถยนต์จะถูกลดลงปีละประมาณ 20% เป็นประจำทุก ๆ ปี โดยบริษัทจะคิดคำนวณจากค่าเสื่อมสภาพรถยนต์จากการใช้งานนั่นเอง จึงเป็นคำตอบที่ว่าความเสียหายรถยนต์มีผลต่อทุนประกันที่มีแต่จะลดลงทุก ๆ ปี ไม่มีทางเพิ่มขึ้น

ความเสียหายของรถยนต์ ได้แก่อะไรบ้าง ที่จะมีผลต่อทุนประกัน

  • รอยบุบรอยขีดข่วนรอยครูด เป็นความเสียหายเล็กน้อยมาก อย่างรอยบุบ ขีดข่วน รอยครูด เป็นสิ่งที่รถยนต์ส่วนใหญ่ต้องเจอกับรอยดังกล่าวเช่นนี้ซึ่งอาจเกิดจากการถอยรถไปชนถังขยะ กรวยกั้นทาง โดยมักเกิดตรงมุมของกันชนหน้าและหลังรถ
  • กระจกข้างรถแตกหัก การเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในขณะที่รถจอดติดไฟแดงได้มากที่สุดคือ กระจกข้างรถหลุด แตกหัก จากมอเตอร์ไซด์ที่ขับข้างรถของเราและไม่ทันได้ระวัง
  • ไฟหน้ารถไฟท้ายรถเสีย เกิดจากแรงดันไฟฟ้าขาออกของไดชาร์จมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อหลอดไฟ ทำให้ไฟไม่ทำงาน และจากสภาพอากาศเช่นน้ำฝนเข้าไปในส่วนที่เป็นไฟหน้าไฟท้ายทำให้หลอดไฟช็อต และจากอุบัติเหตุทางท้องถนนก่อให้เกิดรอยแตกที่ไฟท้ายได้ หากถูกรถชนจากด้านหลัง
  • ยางเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์เป็นอุปกรณ์หนึ่งในการขับเคลื่อนรถยนต์ และที่ต้องถูกกับสภาพพื้นถนนที่ขรุขระ หลุมบ่อ น้ำขัง ยางย่อมเสื่อมสภาพได้อย่างแน่นอน หากเราไม่มีการบำรุงยางรถเลย ดังนั้นย่อมมีโอกาสที่ยางจะเสื่อมสภาพ พัง หรือ แตกได้ จึงก่อให้เกิดความเสียหายของรถยนต์ได้
  • ปัญหาของเครื่องยนต์ เช่นหม้อน้ำรถยนต์ที่อาจมีการรั่วไหลในระบบ ซึ่งอาจเกิดจากเศษซากของสิ่งที่อยู่บนถนน เช่นเศษหินเล็ก ๆ กระเด็นไปโดนหม้อน้ำจากใต้รถ หรือ อายุของรถก็อาจเป็นสาเหตุของการที่หม้อน้ำถยนต์รั่วได้ คุณจึงควรเปลี่ยนหม้อน้ำรถยนต์ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

ดังนั้นความเสียหายของรถยนต์ จึงมีผลต่อทุนประกันในแต่ละปีอย่างแน่นอน ถ้าอย่างไรแล้วใช้รถยนต์ของคุณอย่างทนุทนอมกันไว้จะดีกว่า ดูแลเค้าเหมือนคนในครอบครัว เพราะเค้าเองก็มีมูลค่าทางรถยนต์เหมือนกัน แล้วเป็นไปได้อย่างยิ่งที่มีแต่จะลดลงทุกปี

นอกจากนี้ หากยังสงสัยเรื่องประกันภัย และต้องการปรึกษาขอคำแนะนำหรือหาความรู้เพิ่มเติมด้านประกันภัยรถยนต์ สามารถเข้าไปอ่านบทความดี ๆ ได้ที่ www.easyinsure.co.th หรือจะเช็คเบี้ยประกันภัยออนไลน์ได้เลยที่เว็บไซต์ของบริษัทตลอด 24 ชั่วโมง เราพร้อมดูแลท่านและรถของท่านเหมือนคนในครอบครัว ด้วยความรักและการบริการที่ใส่ใจลูกค้าทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพ

151 total views, 1 views today

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *