Chat with us, powered by LiveChat

โบรกเกอร์ประกันภัยรถยนต์ คืออะไร ฉบับแสนง่าย สไตล์ อีซี่

โบรกเกอร์ประกันภัยรถยนต์

บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ประกันภัยรถยนต์ ใบบ้านเรามีด้วยกันหลายบริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้ต้องมีการแจ้งจดทะเบียนกับทางหน่วยงานรัฐบาลก่อนจะเริ่มทำธุรกิจได้ โดยลักษณะของธุรกิจประเภทประกันภัยคือ เสนอขายความคุ้มครองต่อความเสียหายให้กับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยด้านชีวิต สุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือทรัพย์สิน โดยในที่นี้จะกล่าวถึง ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งจัดเป็นประกันภัยด้านทรัพย์สินชนิดหนึ่ง ในบางครั้งบริษัทประกันภัยเหล่านี้อาจจะส่งพนักงานออกมาขายประกันรถยนต์เอง หรืออาจจะขายผ่านตัวแทนหรือที่เรียกกันว่า โบรกเกอร์

โบรกเกอร์ประกันภัยเปรียบเสมือนเป็นร้านขายของชนิดหนึ่ง เนื่องจากไม่ใช่เจ้าของสินค้าดังนั้นโบรกเกอร์ก็จะนำสินค้าหลายๆ ชนิดเข้ามาขายเพื่อให้เป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าได้ตัดสินใจ เปรียบสินค้าเป็นประกันภัยหมายความว่า โบรกเกอร์เหล่านี้มีประกันภัยของหลายๆ บริษัทประกันให้ลูกค้าเลือก อีกทั้งยังมีประกันภัยหลายชั้นให้ลูกค้าเลือกอีกด้วย เช่น ประกันภัยรถยนต์ชั้น1 2 3 2+ และ 3+ เป็นต้น ต่อไปนี้เป็นข้อได้เปรียบที่เกิดจากการซื้อประกันผ่านโบรกเกอร์

  • โบรกเกอร์ประกันจะเปรียบเทียบประกันภัยของแต่ละบริษัทให้ลูกค้าได้เลือก เช่น ทุนจดประกัน การงดค่าเสียหายส่วนแรก หรือขอบเขตการครอบคลุมการชดเชยค่าเสียหาย
  • การยื่นข้อเสนอการชำระเงินที่สะดวกสบายให้กับลูกค้า เช่น การแบ่งชำระเป็นงวด (ดอกเบี้ย 0% หรือแล้วแต่จะตกลง)

อ่านเพิ่มเติม : ส่องข้อดี-ข้อเสียเมื่อทำประกันรถยนต์ผ่านโบรกเกอร์ประกันภัย

นอกจาก บริษัทประกันภัย ที่มีให้เลือกมากขึ้นแล้ว โบรกเกอร์ประกันเองก็มีให้เลือกมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นข้อดีในการแข่งขันอย่างเสรีเพื่อให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น แต่กระนั้นข้อสำคัญมากๆ อย่างหนึ่งคือ ผู้ซื้อประกันต้องทำความเข้าใจในเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงพิจารณารายละเอียดกรมธรรณ์ก่อนที่จะตัดสินใจจ่ายเงินออกไป และบางปัจจัยผู้ซื้อก็ไม่สามารถรู้ได้ ดังจะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

บริษัทประกันภัย ก ได้ออกสินค้าเป็น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งมี ทุนประกัน สูงกว่าบริษัทอื่น มีการยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรกให้กับลูกค้าในทุกกรณี อีกทั้งโบรกเกอร์ยังเสนอให้ลูกค้าสามารถแบ่งชำระได้หลายงวด ซึ่งดูแล้วเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับผู้ซื้อได้ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุการชนขึ้นมา กระบวนการตั้งแต่แจ้งพนักงานจนตัวแทนประกันเข้ามาถึงที่เกิดเหตุใช้เวลานาน พนักงานของบริษัทประกัน ก มีความรู้ด้านกฎหมายน้อยมากซึ่งอาจจะเปลี่ยนสถานะของผู้ทำประกันจากเป็นฝ่ายถูกให้เป็นฝ่ายผิดได้ อีกทั้งขั้นตอนการส่งเคลมก็เป็นไปอย่างล่าช้าและมีข้อจำกัดในการติดตามผล ศูนย์บริการหรืออู่ที่สามารถส่งซ่อมก็จำกัดและไม่น่าเชื่อถือ

จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ว่าของถูกจะดีเสมอไป ดังนั้นนอกจากพิจารณาเอกสารกรมธรรณ์ที่ บริษัทนายหน้าประกันภัยรถยนต์ เสนอมาให้แล้ว การหาข้อมูลจากคนรู้จักหรือเว็บไซด์ที่เชื่อถือได้ก็จะทำให้ผู้ซื้อประกันรถยนต์ ได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุดตรงตามจำนวนเงินที่จ่ายไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *